Songkran Summer

By | cherishmoon | No Comments

จากภาพวาดที่ค้างไว้เมื่อหน้าร้อนปีที่แล้ว ปีนี้ได้มีโอกาศลงสีและสานต่อให้เสร็จเป็นงานยาวข้ามปีเลยก็ว่าได้
จะว่าไปแล้วหน้าร้อนในเมืองไทยสำหรับเด็กๆ มันเหมือนสวรรค์น้อยๆ ที่แสนสั้น
แต่สำหรับพ่อแม่แล้วเรียกได้ว่ามีความตรงข้ามกันเลยที่เดียว

ที่เรียกว่าสวรรค์น้อยๆ ก็คือการที่ไม่ต้องตื่นเช้าไปโรงเรียน
แต่วันหยุดกลับตื่นเช้ายิ่งกว่าวันที่จะต้องไปโรงเรียนซะอีก ไม่ต้องห่วงเรื่องครูว่า เรื่องการบ้าน
และอื่นๆ อีกมากมายเกี่ยวกับโรงเรียน
ได้เล่นกับของเล่นทั้งวัน และแถมยังมีเทศกาลสนุกๆ
อย่างประเพณีสงกรานต์ ที่จะได้เล่นน้ำ สาดน้ำกันอย่างสนุกสนาน แบบที่ไม่มีใครว่า 555

สงกรานต์ ครั้นเมื่อตอนยังเป็นเด็ก
พวกเราจะไปบ้านเพื่อนที่มีบ้านอยู่ติดถนนแล้วก็เป็นแหล่งที่ผู้คนจะสัญจรไปมาอยากหนาแน่น
และเตรียมถังใส่น้ำไว้ เพื่อค่อยไล่สาดน้ำผู้คน หรือถ้าไม่มีใครผ่านมาในช่วงนั้น
เราก็หันมาสาดกันเอง ส่วนผู้ใหญ่ก็นั่งคุมเชิงอยู่ในบ้าน พร้อมอาหารการกิน และมีเสียงเพลงเปิดให้ครึกครื้น
พอให้เด็กๆ อย่างพวกเราได้เต้นเรียกเสียงฮากันไป…

นั้นเป็นเพียงความทรงจำที่เรือนลางในวัยเด็ก แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปเป็นเราที่นั่งคุมเชิง
คอยดูแลความปลอดภัยในการเล่นน้ำของลูก และเด็กๆ แทน มันจึงกลายมาเป็นภาพนี้


ภาพที่น้องมูนนั่งแช่น้ำใต้ร่มเงารอสาดน้ำผู้คนที่สัญจรผ่าน…

ขอให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกท่านสนุกสนานกับเทศกาล และปลอดภัยกันทุกท่านนะจ๊ะ ^^ …

กาลเวลาหมุนผ่านไป กาลเล่นและประเพณีก็แปรเปลี่ยนไป…
สิ่งที่หยุดเวลาไว้คือความทรงจำของเราที่บันทึกเหตุการณ์ ณ เวลานั้นๆ ไว้
ให้เราได้นึกถึงเมื่อเวลานั้นย้อนกลับมาใหม่

Bear Bear Belongs to me

By | cherishmoon | No Comments

การผจญภัยของกลุ่มโจรสลัดพระจันทร์ โดยมีน้องมูนเป็นกัปตันและ Bear Bear เป็นผู้ช่วยคนสนิทและคู่หู
ขณะที่ทั้งคู่กำลังจะแล่นเรือข้ามน่านน้ำ เพื่อมุ่งสู่จุดหมายที่ตั้งเป้าไว้ แต่ก็ตามท้องเรื่องโจรสลัดทั่วไป
คู่ปรับของโจรสลัดนั้นก็คือ กองทัพเรือ…

แน่นอนฉากต่อสู้แบบนี้ ก็ต้องมีพายุโหมกระหน่ำ ทะเลบ้าคลั่งที่มีคลื่นสูง การต่อสู้ของทั้งสองคนเป็นไปอย่างดุเดือด
เพื่อการหนีจากกองทัพเรือและผจญภัยตามความฝันต่อไป ขณะที่กำลังต่อสู้ Bear Bear เกิดพลาดท่าเสียทีทหารเรือ
กำลังจะตกลงสู่ทะเล น้องมูนกระโดดเข้าไปช่วย จนทั้งคู่ตกลงสู่ทะเล

ตูม!…

น้องมูนสดุ้งตื่นกลางดึก ในอ้อมกอดมี Bear Bear แต่ที่นอนนั้น… เปียก! ฮะฮา
คงรู้แล้วนะว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้องมูนและ Bear Bear นะ

เราต่างเคยผ่านช่วงวัยแห่งจินตนาการแบบนี้ ผมคิดว่าไม่มีการผจญภัยใดที่จะสนุกสุด
เท่ากับการผจญภัยเหนือจินตนาการไปกับความฝันที่รวบรวมมาจากประสบการณ์
อาจเป็นประสบการณ์จากทั้งชีวิตเลยก็เป็นได้ ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องของตอนนี้จะเกี่ยวข้องกับ
เรื่อง ’ความฝัน’ อย่างไม่ต้องสงสัยเลย…

ภาพในบทความนี้ก็คือ Bear Bear Belongs to me.
จากแรงบันดาลในจากหนังสือเรื่อง This Moose Belongs to me.
ของ
Oliver Jeffers

หนังสือ This Moose Belongs to me เป็นเรื่องราวของเด็กชายวิลเฟรดและกว้างมูซของเค้า ‘เมอเซล’
การผจญภัยและพบเจอกับผู้คนของทั้งคู่ได้จากหนังสือ…



ขอขอบคุณ (Thank a lot.) Oliver Jeffers สำหรับหนังสือเรื่อง This Moose Belongs to me.
ที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการวาดผลงานออกมา…

 

I Want My Hat Back

By | cherishmoon | No Comments

จากความชอบของภาพประกอบที่เห็นใน Pinterest และตามหาหนังสือ จนเป็นที่มาของ
หนังสือเล่มนี้ I Want My Hat Back ของ Jon Klassen จาก Walker Books และสั่งหนังสือจากต่างประเทศ
เนื่องจากความชอบภาพประกอบในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็นเรื่องราวของหมีตัวใหญ่ที่กำลังตามหาหมวกที่หายไป
พูดได้ว่าเป็นการผจญภัยเล็กๆ ของหมีกับเหล่าสหายที่ผ่านไปพบของมัน ภายในหนังสือจำนวน 40 หน้า
ไม่รวมปก ที่จัดพิมพ์ 4 สี สวยงาม ในหนังสือเป็นเรื่องการตามหาหมวกของหมีจากบทสนทนาสั้นๆ
กับเหล่าสหายเผื่อให้ได้ซึ่งหมวกกลับมา… บทสรุปจะเป็นยังไงอันนี้ต้องให้ลองไปหาอ่านดูนะครับ

I Want My Hat Back
Jon Klassen


และเหล่าสหายของหมีตัวใหญ่

และในที่สุดเจ้าหมีก็ได้หมวกของมันคืนกลับมา

กลับมาว่าเรื่องของเรากันต่อดีกว่า จากหนังสือเรื่อง I Want My Hat Back ของ Jon Klassen
จาก Walker Books พออ่านให้ลูกสาวตัวน้อยของผมจบแล้ว
ผมดันมีจินตนาการต่ออีกหน่อย เพื่อเติมเต็มความคิดที่เกิดขึ้น จนได้มาซึ่งผลงานภาพนี้

และนี่คือผลงานสมบูรณ์ ฉากจบที่ผมคิดต่อ
จากหนังสือ I Want My Hat Back และขอบคุณ Jon Klassen สำหรับหนังสือดีๆ …

Excuse me, have you seen a bear wearing a hat?
Yes, It’s me and I am Cherishmoon.
Wow, Nice to meet you.

นี่ไงครับ บทสรุปของผมจากหนังสือ I Want My Hat Back. ของผม

ประสบการณ์แรกของการสั่งซื้อหนังสือ Online จากต่างประเทศ

By | review | No Comments

วันนี้ผมจะมาเล่าประสบการณ์การสั่งชื้อหนังสือ Online ที่ฟรีค่าจัดส่งทั่วโลก
ของเว็บไซท์ www.bookdepository.com เรื่องราวการสั่งซื้อหนังสือจากต่างประเทศครั้งแรกในชีวิต ฮะฮา

เริ่มจากผมรับแชร์เรื่องราวของหนังสือเล่มหนึ่งจากใน Feed Facebook ของผมจากอาจารย์เก่าของผมคนหนึ่ง
ในหัวข้อของบทความเขียนไว้ว่าหมดยุคการศึกษาแบบเหมาโหล
หัวข้อโดนใจสะกิดต้อมอยากรู้อยากเห็นของผมขึ้นมาทันที ตามอ่านได้ตาม links ด้านล่างนะครับ

https://www.tkpark.or.th/tha/articles_detail/286/หมดยุคการศึกษาแบบเหมาโหล

จากนั้นก็มาสดุดที่หนังสือของ ริชาร์ด เกอร์เวอร์ (Richard Gerver) ชื่อ Creating Tomorrow’s Schools Today
ที่วิพากษ์ระบบการศึกษาในปัจจุบัน เป็นหนังสือ Text Book ภาษาอังกฤษ
(
ผมก็ไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษอะไรนะครับ แต่เพราะต้องคิดเรื่องการศึกษาของลูกสาวตัวน้อยเลยต้องพยายามอ่าน
เพื่อที่จะวางแนวทางอนาคตของลูกสาวตัวน้อยของผมเท่านั้นเอง สู้ๆ ครับ คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลาย)
แต่นั้นไม่ใช่ประเด็นของบทความของผมในวันนี้นะครับ ฮะฮา…  กลับมาเข้าเรื่องของเรากันต่อ

ผมได้ทำการเอาซื่อมา Search ในเว็บที่ขายหนังสือในประเทศก็พบกว่ามีแต่ต้องเป็นการสั่งจอง ไม่มีของ ณ ตอนนี้
และแล้วผมก็เจออยู่หลายเว็บที่ขาย ล้วนแล้วอยู่ต่างประเทศและทุกเว็บไซท์มีค่าขนส่ง
ซึ่งแน่นอนว่าค่าขนส่งค่อนข้างสูงเลยที่เดียวกับการสั่งหนังสือ 1 เล่ม สุดท้ายผมก็ได้มาพบกับเว็บไซท์ www.bookdepository.com
ที่ขึ้น Head ว่า  FREE DELIVERY WORLDWIDE คลิกซิครับรออะไร ดูซิว่ามีชื่อประเทศไทยมั้ย
ปรากฏว่ามีประเทศไทยด้วย เยี่ยมเลย แบบนี้ต้องลองสั่งสักหน่อย ว่าแล้วก็สมัครสมาชิก จากนั้นก็หาหนังสือ
อุ้ย! หนังสือแพงเหมือนกันเนอะ แต่ก็ราคาพอๆ กับเว็บไซท์อื่นๆ ไม่หนีกันมาก แต่มันฟรีค่าจัดส่งนะเว้ย (ท่องไว้ๆ)

เมื่อเจอหนังสือแล้วก็ Add to Basket ซิครับ แต่ครั่นจะซื้อเล่มเดียวมันจะดีมั้ยหน่าความโลภเข้าครอบงำ
สรุปด้านมืดชนะ สั่งอีกเล่มจนได้ ฮะฮา เป็นหนังสือเด็กก็ภาพประกอบมันสวยนี่หน่า
ชื่อ I Want My Hat Back ของ Jon Klassen จัดไป คลิกจ่ายเงินเรียบร้อย ในเว็บบอกว่าประมาณ 10 วัน
มีที่ให้เช็ค Status ของหนังสือด้วย แต่ก็ไม่ได้ละเอียดอะไรมาก จากนั้นก็รอ

ผมส่ังหนังสือทั้ง 2 เล่มไปตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2017 รอและตื่นเต้นกับ Status ที่ขึ้นว่า Dispatched รอแล้วรอเล่า
แล้วก็ลืมไปจนวันที่ 24 เมษายน 2017 มีพัสดุว่าไว้บนโต๊ะ แต่ทำไมมันดูบางจัง สำหรับหนังสือ 2 เล่ม
(
เริ่มใจคอไม่ดีละว่าหนังสือจะหายมั้ย) และแล้วอีกเล่มก็ส่งถึงมาในวันที่ 27 เมษายน
เป็นซองกระดาษแข็งสีน้ำตาลของ Book Depository
ดังภาพด้านล่างซ้ายเป็นพัสดุของหนังสือ  Creating Tomorrow’s Schools Today
และภาพด้านขวาเป็นพัสดุชิ้นที่สองของหนังสือ I Want My Hat Back ที่ส่งตามกันมา

(ด้านหน้าของพัสดุของทั้ง 2 เล่ม)

(ด้านหลังของพัสดุของทั้ง 2 เล่ม)

พัสดุชิ้นแรกแพ็คห่อของหนังสือมาในสภาพดีเลยที่เดียว(ภาพด้านซ้าย)
ต่างกับพัสดุชิ้นที่สองที่สภาพมีรอยยับและเหมือนมีรอยแกะ และมีหนังยางรัดอยู่ (ภาพด้านขวา)
(
ไม่แน่ใจจากรอยพวกนี้เกิดจากการขนส่งในช่วงไหน ในประเทศหรือนอกประเทศทิ้งไว้ให้เป็นคำถามจากท่านผู้อ่านละกันนะครับ…)

พอแกะห่อพัสดุ ด้านในพบ หนังสือที่สั่งพร้อมใบ Order ที่มียอดราคาของหนังสือที่รวมเป็นเงินบาทไว้แล้วอยู่ในนั้น
และที่คั่นหนังสือสวยๆ ของ Book Depository 1 อัน

(โดยรวมของหนังสือและสิ่งที่อยู่ข้างในพัสดุของทั้ง 2 พัสดุ)

(ที่คั่นหนังสือที่แถมมาให้ด้วย ซึ่งมีลวดลายแลดูน่าสะสมเป็นอย่างยิ่ง และน่าจะเป็นเอกลักษณ์ของเว็บไซท์นี้เลยด้วยนะครับ)

งั้นความนี้เรามาดูกันที่ตัวของหนังสือกันดีกว่านะครับ เล่มแรกภาพซ้ายมือ
คือ หนังสือ  Creating Tomorrow’s Schools Today สภาพมาดีมากไม่มีรอยบุบที่มุมหนังสือหรือรอยยับ รอยพับเลย
ต่างจาก เล่มที่สองภาพขวามือ มีรอยยับตรงบริเวณส่วนกลางหนังสือ นิดหน่อย แต่สภาพมุมหนังสือก็ไม่มีรอยบุบ
สภาพโดยรวมของหนังสือทั้ง 2 เล่ม ถือได้ว่าดี

(มุมของหนังสือดูดีไม่มีรอยยับ)

(แต่พัสดุของหนังสือ I Want My Hat Back มีรอยยับบริเวณส่วนกลางหนังสือนิดหน่อย)

ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีกับการสั่งหนังสือ online จากต่างประเทศ สำหรับคนที่ชอบหนังสือภาษาอังกฤษ
หรือหนังสือภาพที่สวยๆ ยังไงถ้าอยากจะลองดูผมก็ขอแนะนำเว็บไซท์ www.bookdepository.com
ที่ส่งฟรีทั่วโลกเว็บไซท์นี้นะครับ คิดว่าหลังจากนี้คงมีโอกาสสั่งหนังสือให้ลูกสาวตัวน้อยอีกแน่ๆ
แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า (ซึ่งเมื่อไรก็ไม่รู้ แต่จะพยายามวาดและเขียนให้มากขึ้นนะครับ >,.<) พร้อมภาพของหนังสือทั้ง 2 เล่มครับ


สวัสดีครับ

Just do it [หากเกิดความอยากก็ลงมือทำมัน]

By | cherishmoon | No Comments

อ่านยัง! …

นั่นคือ คำถามช่วงหนึ่งที่หนังสือของ Haruki Murakami ออกมาใหม่ๆ แต่บอกตามตรงผมก็ยังคงไม่ได้อ่าน จนแล้วจนเล่า ก็บ่ายเบี่ยงอยู่ตลอด จนมาถึงหนังสือเล่มนี้ What i talk about when i talk about running ไม่รู้ทำไมผมถึงสดุดจนต้องสั่งซื้อออนไลท์มา ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ดูด้วยซ้ำว่าเป็นหนังสือของนักเขียนท่านไหน ผมใช้เวลากับการอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่เดือนกว่า 555 ใช้เวลานานเหมือนกันเลยนะเนี่ย

หนังสือ What i talk about when i talk about running เล่มนี้ทำให้ผมได้รู้จัก Haruki Murakami มากขึ้น ว่าจริงๆ แล้วเค้ามีอีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การเป็นนักวิ่งมาราธอนตัวยงคนหนึ่งเลยที่เดียว

การจ้องมองลึกเข้าไปในตัวเอง เหมือนการเพ่งจ้องมองลงไปในบ่อลึก และจากประโยคหนึ่งที่เค้าเขียนไว้ในหนังสือ

“ผมไม่ได้ออกวิ่งเพราะมีใครของร้องขอให้ผมเป็นนักวิ่ง เหมือนเช่นการเป็นนักเขียนนิยาย ผมไม่ได้เขียนเพราะมีคนร้องขอให้เขียน อยู่มาวันหนึ่งเกิดเรื่องพรวดพราดโดยไม่รู้ตัว ผมอยากเขียนนิยาย และอยู่มาวันหนึ่ง เกิดเรื่องพรวดพราดโดยไม่รู้ตัว ผมลุกออกมาวิ่ง… เนื่องจากข้าพเจ้าพอใจจะทำ ผมทำทุกเรื่องที่อยากทำในชีวิตเสมอมา”

What I Talk About When I Talk About Running
Haruki Murakami
แปลโดย นพดล เวชสวัสดิ์
หน้า 165-166.

ย่อหน้านี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจของงานชิ้นนี้ของผม…

ผมนั่งมองความฝันตัวน้อยๆ ที่กำลังพยายามกำลังปั่นจักรยานเป็ดสามล้อคันน้อย จริงๆ อย่าเรียกว่าปั่นเลย เธอกำลังไถด้วยเท้าน้อยๆ ทั้งสองข้าง ไถไปๆ ไถไปรอบๆ โต๊ะกินข้าวกลางบ้าน ซึ่ง ณ ตอนนั้นผมไม่อาจคาดเดาถึงความคิดของเธอได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ที่รู้สึกได้คือ เธอมีความสุขกับการไถจักรยานของเธอ

แด่ ฮารุกิ มูราคามิ 1949-20**  นักเขียน (และนักวิ่ง) อย่างน้อยที่สุด เขาไม่เคยเดิน
บทส่งท้าย หน้า 190.

ขอปิดท้ายบทความนี้ด้วยผลงานเต็มๆ โดยหวังว่าสักวันเธอจะปั่นรถจักรยานแทนการไถมัน…

Just Do It.

my choice [ทางเลือก]

By | cherishmoon | No Comments

หากเราได้รับสิทธิในการเลือกชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง เราเป็นยังไง เป็นคนเรื่อยเปื่อย หรือจะกล้าลุยทำในสิ่งที่คิด หรือจะเป็นอะไรก็แล้วแต่…
นั้นเป็นสิ่งที่ผมตั้งคำถามกับตัวเองหลังจากอ่านหนังสือ จักรวาลในโพรงไม้ a universe in a hollow tree ของ องอาจ ชัยชาญชีพ จบ

book

หนังสือ ‘จักรวาลในโพรงไม้’ เป็นเรื่องราวของเด็กหญิงแสนเศร้าที่สวมหน้ากากปิดบังความรู้สึกตนเองตลอดเวลา
วันหนึ่งด้วยเหตุบังเอิญ เธอได้ปกป้องลูกของปีศาจในอุโมงค์ จากกระต่ายยักษ์นักปรุงอาหาร
หลังจากนั้นเหตุการณ์ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตเธอไปตลอดกาล ก็เริ่มอุบัติขึ้น

หนังสือดำเนินเรื่องด้วยภาพประกอบวาดเส้นและตัวอักษร ผ่านมุมมองเล็กๆ ใกล้ตัว ใกล้และเล็กมาก แต่อ่านไปอ่านมากลายเป็นเรื่องใหญ่และไกลแสนไกล
(งงมั้ย ยังไงต้องลองหามาอ่านนะครับ)

กลับมาที่ข้อความตอนต้น… เมื่อคำถาม ‘หากเราได้รับสิทธิในการเลือกชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง เราเป็นยังไงนั้น’
ผุดเข้ามาในหัว แทนที่ผมจะมองว่าตัวเอง ผมกลับมองข้ามไปที่เจ้าลูกสาวตัวน้อยที่กำลังเล่นกับสิ่งต่างๆ รอบตัว สนุกสนานไปวันๆ
ในวัยที่ไม่มีสิ่งใดจะต้องกังวล ว่าในอนาคตเค้าจะค้นหาสิ่งที่เค้าชอบเจอมั้ย เค้าจะหลงรักในสิ่งใด สักสิ่งมั้ย
นั้นคือสิ่งที่ผมกังวลเพราะไม่สามารถคาดเดาได้เลย ทำได้แต่เพียงเฝ้ามอง รอคอยเค้าต่อไปเรื่อยๆ
และนี่คือสิ่งที่ผมจะนำเสนอผ่านงานภาพประกอบชิ้นนี้

My Choice

my choice

ขอเพียงเลือกทำสิ่งใดสักสิ่งหรือจะหลายๆ สิ่งแล้วแต่ความสามารถของแต่ละคน นั่นก็อาจจะทำให้อนาคตหลังจากลงมือทำ อาจเปลี่ยนแปลงไปทั้งชีวิต
(เพียงคิดเสียว่า ‘คู่แข่งคือตัวคุณเอง หากเอาชนะตัวเองได้ แน่นอนว่าคุณจะพบกลับความสุขในแบบที่ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดใดๆ ได้’)

instagram : cherishmoon | facebook : cherishmoonpage

come snuggle close [คลอเคลียใกล้ๆซิ]

By | cherishmoon | No Comments

ช่วงนี้พยายามจะอัพ Blog ให้บ่อยขึ้นจึงต้องหา content เพื่อที่จะหาเรื่องราวนำมาวาด cherishmoon เป็นภาพประกอบ จึงเริ่มจากสิ่งที่ทำมาก่อนหน้านี้ในการหาเรื่องมาวาด นั้นก็คือ การอ่านหนังสือ แล้วจับเอา “คำหรือประโยค” ที่ได้จากหนังสือเล่มนั้น นำมาเป็น content ในการวาด ซึ่งในตอนนี้ก็เช่นกัน เริ่มจากหนังสือนิทานที่อ่านให้ลูกสาวฟังเป็นประจำก่อนเลย

“come snuggle close”

snuggle

Hey sweet heart. ‘come snuggle close’
I will tell the tale ‘Bears in beds’ and sweet dream tonight.

เฮ้! ลูกสาวจ๋า เข้ามานอนในอ้อมกอดปาป๋า
แล้วปาป๋าจะเล่านิทานเรื่อง ลูกหมีเข้านอน
แล้วนู๋ก็จะได้นอนหลับฝันดีในคืนนี้นะ

bears in beds

หนังสือ : Bears in Beds
เรื่อง : Shirley Parenteau
ภาพ : Devid Walker
แปล : Supawadee Komaradat

คู่กันไปและเชื่อมโยงกับสิ่งใหม่ (new companion)

By | cherishmoon | No Comments

ทะเลกับพระจันทร์ และดาวน้อยกับเรือจอมเดินทาง
หากสองคู่มาพบกัน ย่อมสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ
กลายเป็นคู่ใหม่ ความหมายใหม่
(new companion)

gallery 24

การเข้ามาใกล้โลกของพระจันทร์ มันส่งผลต่อความสูงของระดับน้ำทะเล
และการเดินทางของเรือยามค่ำคืน ต้องอาศัยดวงดาวในการนำทาง
และความสูงของระดับน้ำทะเลก็ยังส่งผลต่อการเดินทางของเรือไม่มากก็น้อย

นั้นทำให้คิดได้ว่าของทุกสิ่งในโลก
มีความเชื่อมโยงกันไม่มากก็น้อยกับสิ่งอื่นที่คู่กันหรือไม่ก็ตาม
เกิดเป็นความหมายใหม่ และความหมายใหม่นั้นก็ยังเชื่อมโยงกับสิ่งอื่นใหม่อีก
จนกลายเป็นเครือข่ายลูกโซ่ เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันจนไม่มีที่สิ้นสุด

กระดาษเขียนจดหมายลาย cherishmoon

By | cherishmoon | 2 Comments

สมัยกระโปรงบาน ขาสั้น ผมบ๊อบ หัวเกรียน

ผมนี่เข้ามาเรียนทันเห็นรุ่นพี่ใส่กางเกงขาสั้น (สั้นและตัวเล็กมาก) เสื้อนักเรียนตัวใหญ่ๆ สำหรับเด็กผู้ชาย ส่วนเด็กผู้หญิงเท่าที่ผมจำได้นะ เสื้อนักเรียนก็ตัวใหญ่ๆ กระโปรงก็ยาวๆ (ยาวเกือบถึงตาตุ่ม) แต่รุ่นผม เด็กผู้ชายใส่เสื้อก็ยังคงตัวใหญ่ แต่เริ่มใส่กางเกงตัวใหญ่ คงได้รับอิทธิผลของแฟชั่นตามภาพยนต์ยุคนั้น

แม้ยุคนั้นจะมีโทรศัพท์และโทรทัศน์แล้วก็ตาม เพราะตอนนั้นโทรทัศน์ถูกยืดครองด้วยพ่อที่เอาไว้ดูถ่ายทอดสดกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอล และแม่ที่อยู่หน้าจอเพราะละครเวลาหลังข่าว ซึ่งกว่าเราจะได้ดูก็ต้องรอถึงวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ เรียกได้ว่าตื่นเช้ากว่าไปโรงเรียนเสียอีก ทำให้ผมฟังเพลงผ่านทางวิทยุ อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ ดูจะเป็นสื่อที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าโทรทัศน์มากนัก จะว่าไปแล้วยุคนั้นเรื่องการติดต่อสื่อสารยังคงใช้การเขียนเป็นหลัก จึงไม่ใช้เรื่องแปลกที่เราจะเขียนจดหมายไปสอดไว้ตามกระเป๋าใครสักคนที่เราแอบชอบ กระดาษโน๊ตเล็กๆ ฝากเพื่อนไปให้เพื่อนอีกคน ยิ่งคิดก็ยิ่งขำในพฤติกรรมตอนเด็กๆ

พอลองนึกย้อนไปสมัยยังเด็กๆ ตอนนั้นมีหนังสือกลอนมีขายตามร้านหนังสือมากพอๆ กับหนังสือการ์ตูนตาหวาน หรือ KC-Weekly, Mouthy, C-Kids และ Boom ซึ่งการที่จะให้อะไรกับคนพิเศษนั้นผมคิดว่าหลายๆ คนอาจจะเคยทำมาบ้าง คือ การเขียนกลอนที่ชอบลงในกระดาษเขียนจดหมายสวยๆ ซึ่งลายมือเริ่มเป็นอักษรประยุคต์ ตกแต่งด้วยใบไม้แห้ง หรือระบายสีตกแต่งตามแต่ความสามารถ แล้วนำไปเคลือบพลาสติก ลงชื่อบ้าง นามปากกาบ้าง ไม่รู้ว่าเพื่อนๆ จะมีสักกี่คนที่ทันอะไรแบบนี้มั้ย (แก่นะเนี่ย) 555

พอนึกถึงกระดาษโน๊ตหรือเขียนจดหมาย ที่มีลวดลายสมัยตอนที่ยังเป็นเด็กน้อยวัยละอ่อน ซื้อเก็บไว้เขียนในวาระสำคัญ เพื่อใช้เขียนถึงใครสักคน หรือแค่เก็บสะสมไว้ก็ตาม ว่าแล้ว ไอเดียก็เกิดตอนจัด layout หนังสือ เลยวาง layout ไปพร้อมๆ หนังสือไฟล์ที่ส่งโรงพิมพ์ ก็จะได้เนื้อกระดาษเดียวกับหนังสือเลย คือ ปกเป็น การ์ดขาว 220 แกนม ส่วนเนื้อในเป็น การ์ดขาว 140 แกรม เข้าเล่มด้วยการไสกาว

letter-01

เนื้อใน มีภาพบางส่วนที่ไม่มีในหนังสือด้วยนะ
จากผลพลอยได้จากการพิมพ์หนังสือในครั้งนี้ จึงได้กระดาษเขียนจดหมาย โดยจะรวมเป็นชุด ซึ่งจะทำการแจกชุดกระดาษเขียนจดหมายให้กับ fanpage เป็นสมุดจำนวน 5 ชุด
letter-02
 กติกาง่ายๆ เพียง กด like, และ comment ตอบคำถามว่า
“ถ้าคุณจะเขียนถึงใครสักคน คุณจะบอกคนๆ นั้นว่าอะไร”
ขอประโยคสั้นๆ โดนๆ ลงใน
https://www.facebook.com/cherishmoonpage
 โพสเรื่องกระดาษเขียนจดหมายลาย cherishmoon และกด share
fanpage ท่านไหน ตอบได้โดนใจ admin มากที่สุด 5 ท่าน รับไปเลย “ชุดกระดาษจดหมาย cherishmoon”

cherishmoon little exhibition open house @Area21

By | cherishmoon | No Comments

ว่าด้วยเรื่องของ Area21

เรื่องเล่าสำหรับ Area21 ว่ากันว่าเป็นพื้นที่ลับ ที่มีความลับซ่อนอยู่ นั้นก็เป็นเหตุที่ผมคิดว่า Area21 ที่นำผลงานของ cherishmoon มาจัดแสดงตามคำชวนของรุ่นพี่ที่ผมรู้จัก ในวันเปิดตัวตึกสีดำกลางย่านลาดพร้าว

สถานที่ตั้งของ Area21 ตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าว 1 แยก 11 สังเกตง่ายๆ จะมีป้ายโครงเหล็กตั้งไว้คู่กับป้ายซอย เดินเข้ามาสุดซอยประมาณ 50 เมตรArea21-01

จะพบตึกสีดำ 3 ชั้น ด้านข้างมี terrace โชว์โครงสร้างเหล็ก 3 ชั้น
Area21-03

ภายในตึกบริเวณชั้น 2 ก็จะพบกับ exhibition มุมเล็กๆ ของ cherishmoon อยู่กับงานภาพถ่ายของ Ride Horizon และชั้น 3 ก็มีงานสีน้ำมันอีกด้วย
Area21-06
Area21-020

ซึ่งในวันนั้นก็มีดนตรีเล่นเบาๆ กับมี Party เล็กๆ สนุกสนานกันไป ขอบคุณพี่กบ ที่ชวนให้เอางานมาแสดง และให้ cherishmoon ได้มีส่วนรวมในวัน Open House Area21

ติดตามข่าวสารของ Area21 ได้ที่
https://www.facebook.com/area21reasons/

ภาพบรรยากาศบางส่วนของ exhibition และมุมต่างๆ ของ Area21